|
30 ตุลาคม 2009
เป็นที่รู้กันว่า ประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก มีมูลค่าถึง 1 แสนล้านบาทต่อปีโดยเฉลี่ย โดยแบ่งเป็นข้าวสารได้ถึงร้อยละ 97 และผลิตภัณฑ์จากข้าวอีกร้อยละ 7 แต่น่าแปลกว่า ไทยกลับไม่มี
อำนาจในการกำหนดราคาข้าวในตลาดโลกเลย และในปัจจุบันเราก็ยังมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม สหรัฐอเมริกา รวมถึงออสเตรเลียและปากีสถานอีกด้วย
โอกาสของไทยจะมากขึ้น หากเรานำเอาสิ่งที่เป็นของไทย ภูมิปัญญาไทยมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ใครก็สู้เราไม่ได้
ในการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.)
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่จะเป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยหันมาให้ความสำคัญกับการ พัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยเพิ่มมากขึ้น
สำหรับรางวัลที่ 1 ในปีนี้คือโครงการ “Baby Yummy” อาหารเสริมสำหรับ เด็กเล็กจากข้าว โดยบริษัท บางซื่อ โรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ร่วมกับภาควิชาวิทยาเทคโนโลยีการอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยอาจารย์ ดร.อัศวิน อมรสิน
Baby Yummy จัดเป็นนวัตกรรมในระดับประเทศ ด้านผลิตภัณฑ์อาหารเด็กสำเร็จรูป โดยการนำแป้งข้าวกล้องและแป้งข้าวเหนียวมาผ่านกระบวนการด้วยการใช้ความร้อน ชื้น แล้วผสมกับกล้วยบด เพิ่มคุณค่าโภชนาการด้วยนม หรือผลไม้รวม รับประทานได้ทันทีและสามารถเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิห้อง
นวัตกรรมนี้จะสร้างมูลค่าให้กับข้าวไทยมากกว่า 20 เท่า (เทียบกับราคาข้าวสารปกติ) โดยจะมีราคาขายปลีกที่ถ้วยละ 30 บาท มีต้นทุนการผลิตถ้วยละ 16 บาท โดยวางเซ็กเมนต์ของผลิตภัณฑ์ไว้ที่อาหารเสริมสำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 2 ขวบ และจะเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกสำหรับเด็กที่มีอาการแพ้โปรตีนจากข้าวสาลี มีความสะดวกง่ายต่อการรับประทานและเก็บรักษาได้นาน
รางวัลที่ 2 “เคยู เฟรชเซ็นซ์” ฉลากบอกความสดใหม่จากสตาร์ชข้าวเจ้า ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ สรรพกุล ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเจ้าของโครงการ
เคยู เฟรชเซ็นซ์ เป็นนวัตกรรมระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์ฉลากตัวชี้วัดการเน่าเสียของอาหาร โดยการใช้ฟิล์มจาก แป้งข้าวเจ้า ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้นจากผลิตภัณฑ์ และฟิล์มจะเกิด การเปลี่ยนแปลงสีเมื่อสภาวะความเป็นกรดด่างเปลี่ยนไป หรือว่ากันง่ายๆ ว่าเมื่อรสชาติ กลิ่น สีอาหารเกิดการบูดเสียนั่นเอง เหมาะกับอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ อาหารทะเล อาหารสำเร็จรูป และผักผลไม้แปรรูป เพราะมีต้นทุนต่ำ เฉลี่ย 30 สตางค์ต่อชิ้น และราคาจำหน่าย 50 สตางค์ต่อชิ้น

รางวัลที่ 3 ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป ไร้น้ำมัน “Neet” จากโรงงานเส้นก๋วยเตี๋ยวนิตย์ สวรรคโลก
ร่วมกับคณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นนวัตกรรมกระบวนการผลิตระดับประเทศด้านการผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จ รูป โดยใช้กระบวนการผลิตที่ทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บรักษาได้นานไม่ เหม็นหืน โดยไม่ต้องใส่วัตถุกันเสีย
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถเสริมคุณค่าทางอาหารโดยการเติมเส้นใยธรรมชาติ ลงไป หรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยกึ่งสำเร็จรูป ที่มีต้นทุนเพียง 15 บาทต่อซอง สามารถจำหน่ายได้ถึงซองละ 25 บาท ประหยัดค่าใช้จ่ายจากการพัฒนากระบวนการผลิตที่ไม่ใช้น้ำมัน ลดแรงงาน และการสูญเสียคิดเป็นมูลค่าถึง 1,262,000 บาทต่อปี…
รางวัลชมเชยมี 2 โครงการด้วยกัน โครงการแรก “โมน่าไรซ์” อาหารเสริมสำหรับไก่ไข่
มีบริษัท เฟมไบโอเทค จำกัด เป็นเจ้าของโครงการ
โมน่าไรซ์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นนวัตกรรมระดับประเทศด้านผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สำหรับไก่ไข่ โดยอาศัยกระบวนการทางชีวภาพที่ใช้เชื้อราโมแนสคัส (Monascus kaoling KB9) กับปลายข้าวหอมมะลิ ทำให้เกิดสีในไข่แดง และช่วยในการลดคอเลสเตอรอลในไข่ไก่ลงอีกด้วย
“โมน่าไรซ์” สามารถทำให้ไข่ไก่ที่มีความแตกต่าง เป็นทางเลือกของผู้บริโภคที่มีปัญหาด้านคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งต้องจำกัดปริมาณการบริโภคไข่ และสามารถลดการใช้และนำเข้าสารเคมีในการเร่งสีในไข่ไก่จากต่างประเทศอีกด้วย
รางวัลชมเชยรางวัลที่สอง โครงการกะทิธัญพืช “ฟอร์แคร์” จากบริษัท ฟอร์แคร์ จำกัด เป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ระดับประเทศ สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงอาหารที่ใช้ทดแทนกะทิจากมะพร้าว โดยการนำผลิตภัณฑ์จากธัญพืช คือ น้ำมันรำข้าวและโปรตีนจากถั่วเหลืองมาใช้เป็นส่วนผสมหลัก มีรสชาติเหมือนกะทิจากมะพร้าว
“ฟอร์แคร์” จะเป็นอีกทางเลือกของ ผู้บริโภคที่มีปัญหาด้านสุขภาพ โดยมีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำกว่ากะทิจากมะพร้าวถึง 4 เท่า มีราคาขายปลีกชนิดขวด 450 ml 38 บาท และกล่อง UHT 200 ml 22 บาท ขายส่งชนิดถุง 45 บาทต่อ ก.ก. และกล่อง 69 บาทต่อลิตร ต้นทุนการผลิต 30 บาทต่อ ก.ก. ในขณะที่ตลาดรวมของกะทิ ที่ใช้ในการปรุงอาหารมีมูลค่า 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดกะทิสำเร็จรูป 600 ล้านบาท










